เป๊ป กวาดิโอล่า (Pep Guardiola)

เป๊ป กวาดิโอล่า (Pep Guardiola) ย้ายไปคุมทีมดังเมืองเบียร์อย่าง บาเยิร์น มิวนิก ในปี 2013-2016

ในปีแรกทีย้ายไป ก็ไม่ทำให้แฟนๆเสือใต้ผิดหวังแต่อย่างใด พาทีมเสือใต้กวาด 4 แชมป์ เข้าชิง DFL-Supercup แต่พลาดไป แต่ถ้านับถ้วยใหญ่ๆสำคัญๆก็นับได้ว่าเป็น ดับเบิ้ลแชมป์ที่สวยงาม ด้วยการกวาดรางวัล บุนเดสลีก้า และ  DFB Pokal เดเอฟเบ โพคาล โดยทั้งสองถ้วยเอาชนะทีมคู่แค้นอย่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ลงได้

ตลอดเวลาที่เป๊ป กวาดิโอล่า คุมทีมบาเยิร์น มิวนิคนั้น กวาดถ้วยบุนเดสลีกามาครองอย่างต่อเนื่อง

ไล่มาเรื่อยตั้งแต่ฤดูกาล 2013/14 (ปีแรกที่มาคุม), 2014/15 และ 2015/16 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จกับบาเยิรน์ มิวนิค ในถ้วยยุโรปอย่าง UEFA Champion League

ในช่วงเวลานั้นบาเยิร์น มิวนิคมีเกมรุกที่จัดจ้านโดยเฉพาะปีกซ้าย-ขวา ความเร็วสูง อย่างฟรองค์ ริเบรี่ และ อาร์เยน ร๊อบเบน ศูนย์หน้าในเวลานนั้นคือ มาริโอ แมนด์เซอร์กิจ และเด็กปั้นอย่าง โทมัส มุลเลอร์ ก่อนจะกระชากโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ มาจากดอร์ทมุนด์ เพื่อมาเป็นศูนย์หน้าหลักของบาเยิร์น แทนแมนด์เซอร์กิจ ที่ขายออกไปในปี 14/15 นอกจากปีก และกองหน้าที่เป็นจุดเด่นแล้ว กองกลางตัวทำเกมในตอนนั้นมีทั้งโทนี่ โครส และ ซาบี้ อลอนโซ่ รวมถึง บาสเตียน ชไวจ์นสไตร์เกอร์ คอยทำเกมให้มิติของบาเยิร์น มิวนิคหลากหลายมากขึ้น โดยที่ในปี 2015/16 นั้นกองหน้าตัวเก่งอย่างโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ได้ดาวซัลโวสูงสุดของลีกด้วย โดยซัดไปได้ถึง 30 ประตู

ความสามารถของเป๊ป กวาดิโอล่าไม่เป็นที่สงสัยอย่างแน่นอนจากรายการถ้วยแชมป์ที่เก็บมาทั้งในฐานะนักเตะ และฐานะผู้จัดการทีม จนล่าสุดย้ายมาหากินในดินแดนผู้ดีอังกฤษ คุมทีม “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2016

แต่คราวนี้ไม่ได้ย้ายแล้วได้แชมป์ทันทีเหมือนในอดีต เพราะเกมพรีเมียร์ลีกเล่นค่อนข้างดุดัน หนัก และรวดเร็ว ทำให้กุนซืออย่างเป๊ป กวาดิโอล่าต้องทำการบ้านปรับปรุงทีมอีกเยอะ ปีนั้น แมน ฯ ซิตี้ จบเพียงอันดับ 3 เท่านั้น ห่างจากแชมป์อย่างเชลซี ถึง 15 แต้ม

อย่างไรก็ตามเป๊ป ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี และใช้เวลาปรับแทคติกรวมถึงซื้อตัวผู้เล่นไม่นานนัก เพราะในฤดูกาลถัดมา ปี 17/18 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ครองแชมป์พรีเมียร์ ลีกทันที และยังป้องกันแชมป์ได้อีกครั้งในปี 2017/2018 ด้วย